nakorn's profileNote of ThoughtPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    14 November

    บรรทัดฐานของจิตสำนึก

    จิตสำนึกเป็นหนึ่งในหลายๆคุณสมบัติของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในทรัพย์สินต่างๆ

    สำหรับนักการเมือง ซึ่งหากเราดูในหลายๆประเทศจะต่างไปจากในประเทศไทย

    ยกตัวอย่าง นักการเมืองญี่ปุ่น เมื่อเกิดการต้องสงสัยจากสื่อหรือประชาชนว่าทุจริต คนเหล่านั้นก็ลาออกแล้วจึงออกมาเพื่อพิสูจน์ตนเองว่าผิดหรือไม่ตามกระบวนการยุติธรรม

    กรณีนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย บางท่านมีโอกาสที่จะถอยเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมแต่กลับใช้นิสัยส่วนตัวแสดงอาการรั้น ไม่ยอมที่จะคว้าโอกาสซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคมไทย ให้เกิดค่านิยมการแสดงความรับผิดชอบและมีจิตสำนึกว่าการดูแลผลประโยชน์ของคนอื่นหรือประเทศจะต้องเป็นคนที่ไม่มีเจตนาที่จะคิดคดโกงและสึดท้ายแล้วนายกท่านนั้นๆก็ต้องออกไปจากการเมืองอย่างไม่สง่างามและน่าเวทนาในที่สุด

    กรณีล่าสุด ผู้ว่าราชการ กทม. ถูกชี้มูลความผิดแล้วประกาศล่าออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการกล่าวหา (ซึ่งต้องพิสูจน์ต่อไปว่าผิดหรือไม่ผิด ประการใด) ครั้งนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้เกิดครั้งแรกของการกระทำเช่นนี้ (และคาดว่าครั้งที่สอง สาม และ ... จะเกิดขึ้นต่อไป)

    ในระยะยาวแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งคือคนไทยจะต้องมีจิตสำนักว่าอะไรถูก อะไรผิด มีหิริ โอตตัปปะ แยกแยะเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวมออกจากกัน เรื่องของพวกพ้องกับเรื่องผลประโยชน์ของสังคมจะต้องไม่เกี่ยวข้องกัน และ(หากจะเกี่ยวข้องกัน) สังคมจะต้องเป็นตัวเลือกแรกที่ได้รับประโยชน์

    เรื่องของระบบอุปถัมป์ แม้จะเป็นสิ่งที่ฝัง อยู่ในระบบการใช้ชีวิตของคนไทยมาอย่างเนิ่นนาน แต่ถ้ามองลงไปลึกๆแล้ว ระบบอุปถัมป์ที่ยั่งยืนที่สุดคือการอุปถัมป์ประชาชนโดยพระมหากษัตริย์ แต่การอุปถัมป์แบบอื่นซึ่งเกิดการแบ่งแยกผู้ได้และเสียประโยชน์ออกจากกันจะไม่สามารถยั่งยืนอยู่ได้ในระยะยาว และยิ่งหากระบบนั้นๆยิ่งเพิ่มช่องว่างของกลุ่มผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ ระบบเหล่านั้นก็จะยิ่งล้มสลายไปโดยรวดเร็ว

    การแสดงความเห็นนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเหน็บแนม อ้างอิง หรือกล่าวหาผู้ใด แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นตามข้อมูลที่ได้มาเท่านั้นนะครับ

    ขอบคุณสำหรับโอกาสที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ

    Give & take

    คุณเคยได้ยินคำต่อไปนี้ไหม

    Give & take กับ take & give

    เราแต่ละคนน่าจะเคยชินกับ Give & take มากกว่า

    ถ้าจะเป็นภาษาไทย น่าจะเป็นคำว่า การให้ มากกว่าการรับ หรือเรียกร้อง

    เราว่าจริงๆแล้วไม่ว่าสังคมใดๆก็ตาม ค่านิยมขั้นพื้นฐานที่ทุกๆแห่งร่วมกันอยู่ คือการให้

    ไม่ว่าจะเป็นการให้เกียรติ การให้ความเคารพ หรือการให้ทาน ไม่ว่าที่ไหนในโลก การให้เป็นสิ่งที่เราควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง ทุกๆครั้ง ก่อนที่เราคาดหวังว่าจะได้อะไรสักอย่างหนึ่งมาจากผู้อื่น, แหล่งอื่น, เราต้องให้อะไรสักอย่างออกไปก่อน

    มีหลักการหลายๆหลักการที่เป็นหลักฐานที่บอกได้ว่าการให้เป็นสิ่งที่ดี

    ในทางพระพุทธศาสนา ท่านได้กล่าวไว้ว่า การให้โดยเฉพาะการให้ทานเป็นสิ่งที่ดีนอกจากนั้นแล้วการให้อภัย (อภัยทาน) เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญอย่างที่สุด โดยสรุปแล้ว การให้นั้นจะนำมาซึ่งการรับแม้ว่าผ็ให้จะไม่ต้องการ แม้การรับนั้นอาจจะไม่เป็นรูปธรรม แต่อย่างไรก็ตาม การรับนั้นเกิดขึ้นแน่นอนเมื่อมีการรับ