nakorn's profileNote of ThoughtPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
14 November บรรทัดฐานของจิตสำนึกจิตสำนึกเป็นหนึ่งในหลายๆคุณสมบัติของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในทรัพย์สินต่างๆ สำหรับนักการเมือง ซึ่งหากเราดูในหลายๆประเทศจะต่างไปจากในประเทศไทย ยกตัวอย่าง นักการเมืองญี่ปุ่น เมื่อเกิดการต้องสงสัยจากสื่อหรือประชาชนว่าทุจริต คนเหล่านั้นก็ลาออกแล้วจึงออกมาเพื่อพิสูจน์ตนเองว่าผิดหรือไม่ตามกระบวนการยุติธรรม กรณีนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย บางท่านมีโอกาสที่จะถอยเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมแต่กลับใช้นิสัยส่วนตัวแสดงอาการรั้น ไม่ยอมที่จะคว้าโอกาสซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคมไทย ให้เกิดค่านิยมการแสดงความรับผิดชอบและมีจิตสำนึกว่าการดูแลผลประโยชน์ของคนอื่นหรือประเทศจะต้องเป็นคนที่ไม่มีเจตนาที่จะคิดคดโกงและสึดท้ายแล้วนายกท่านนั้นๆก็ต้องออกไปจากการเมืองอย่างไม่สง่างามและน่าเวทนาในที่สุด กรณีล่าสุด ผู้ว่าราชการ กทม. ถูกชี้มูลความผิดแล้วประกาศล่าออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการกล่าวหา (ซึ่งต้องพิสูจน์ต่อไปว่าผิดหรือไม่ผิด ประการใด) ครั้งนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้เกิดครั้งแรกของการกระทำเช่นนี้ (และคาดว่าครั้งที่สอง สาม และ ... จะเกิดขึ้นต่อไป) ในระยะยาวแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งคือคนไทยจะต้องมีจิตสำนักว่าอะไรถูก อะไรผิด มีหิริ โอตตัปปะ แยกแยะเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวมออกจากกัน เรื่องของพวกพ้องกับเรื่องผลประโยชน์ของสังคมจะต้องไม่เกี่ยวข้องกัน และ(หากจะเกี่ยวข้องกัน) สังคมจะต้องเป็นตัวเลือกแรกที่ได้รับประโยชน์ เรื่องของระบบอุปถัมป์ แม้จะเป็นสิ่งที่ฝัง อยู่ในระบบการใช้ชีวิตของคนไทยมาอย่างเนิ่นนาน แต่ถ้ามองลงไปลึกๆแล้ว ระบบอุปถัมป์ที่ยั่งยืนที่สุดคือการอุปถัมป์ประชาชนโดยพระมหากษัตริย์ แต่การอุปถัมป์แบบอื่นซึ่งเกิดการแบ่งแยกผู้ได้และเสียประโยชน์ออกจากกันจะไม่สามารถยั่งยืนอยู่ได้ในระยะยาว และยิ่งหากระบบนั้นๆยิ่งเพิ่มช่องว่างของกลุ่มผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ ระบบเหล่านั้นก็จะยิ่งล้มสลายไปโดยรวดเร็ว การแสดงความเห็นนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเหน็บแนม อ้างอิง หรือกล่าวหาผู้ใด แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นตามข้อมูลที่ได้มาเท่านั้นนะครับ ขอบคุณสำหรับโอกาสที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ Give & takeคุณเคยได้ยินคำต่อไปนี้ไหม Give & take กับ take & give เราแต่ละคนน่าจะเคยชินกับ Give & take มากกว่า ถ้าจะเป็นภาษาไทย น่าจะเป็นคำว่า การให้ มากกว่าการรับ หรือเรียกร้อง เราว่าจริงๆแล้วไม่ว่าสังคมใดๆก็ตาม ค่านิยมขั้นพื้นฐานที่ทุกๆแห่งร่วมกันอยู่ คือการให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้เกียรติ การให้ความเคารพ หรือการให้ทาน ไม่ว่าที่ไหนในโลก การให้เป็นสิ่งที่เราควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง ทุกๆครั้ง ก่อนที่เราคาดหวังว่าจะได้อะไรสักอย่างหนึ่งมาจากผู้อื่น, แหล่งอื่น, เราต้องให้อะไรสักอย่างออกไปก่อน มีหลักการหลายๆหลักการที่เป็นหลักฐานที่บอกได้ว่าการให้เป็นสิ่งที่ดี ในทางพระพุทธศาสนา ท่านได้กล่าวไว้ว่า
การให้โดยเฉพาะการให้ทานเป็นสิ่งที่ดีนอกจากนั้นแล้วการให้อภัย (อภัยทาน)
เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญอย่างที่สุด
โดยสรุปแล้ว
การให้นั้นจะนำมาซึ่งการรับแม้ว่าผ็ให้จะไม่ต้องการ แม้การรับนั้นอาจจะไม่เป็นรูปธรรม
แต่อย่างไรก็ตาม การรับนั้นเกิดขึ้นแน่นอนเมื่อมีการรับ 10 June ธุรกิจผูกขาด (monopoly business)จริงวันนี้ปวดหัวแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรดีหว่ะ เลยนั่งเขียน blog พอดีนึกเรื่องที่อยากเขียนมานานละเกี่ยวกับธุรกิจผูกขาด
ที่มาคงมาจากการนั่งรถไฟบ่อยมากถึงมากที่สุด
ธุรกิจผูกขาด เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพียงเจ้าใหญ่เจ้าเดียวไม่มีการแข่งขัน หรือเจ้าเล็กไม่มีกำลังมากพอจะมาทำให้เจ้าใหญ่รู้สึกอะไรมากได้
สำหรับประเทศของเราที่แสนจะวุ่นวายตอนนี้ก็คงมี กฟผ. การรถไฟ
ทั้งสองเป็นองค์กรที่นับได้ว่าผูกขาดจริงๆ
กฟผ. ไม่มีคู่แข่งมาผลิตไฟฟ้าเพื่อขายแข่งกัน จะมีก็แต่ผู้ผลิตรายเล็กๆที่ขายไฟฟ้าให้กฟผ.
การรถไฟ ไม่มีใครมาลงทุนแข่งทำระบบรถรางทั่วประเทศกับการรถไฟชนิดที่พูดได้ว่าแน่นอน
การเป็นธุรกิจผูกขาดทำให้ไม่ค่อยเกิดการพัฒนาทั้งการบริการและความสามารถขององค์กร
ยกตัวอย่างการรถไฟ มีการปรับปรุงคุณภาพการบริการน้อยมากเมื่อเทียบกับอายุขององค์กร
ยังมีหลายๆครั้งที่ขึ้นรถไฟแล้วแอร์เสีย รถเสียเวลา หรือเปลี่ยนแบบขบวนรถแล้วไม่ยอมคืนเงินและทำท่าทางเหมือนไม่รู้อะไรหากไม่พูดขึ้นมาเอง
ทั้งๆที่การบริการที่ดีจะทำให้ " คนติด " การบริการของเขาแท้ๆ
เออแต่สำหรับกรณีของการรถไฟเนี้ย สิ่งหนึ่งที่คิดออกคือจริงๆแล้วเป็นทั้งคนไทยที่ใช้บริการและการรถไฟเองที่ทำให้ปัจจุบันเป็นงี้ คนไทยไม่ค่อยตรงเวลา ไม่ค่อยสนใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของคนอื่น การรถไฟ(เหมือนจะสร้างรูปแบบที่)มักจะเสียเวลาและสาย ทำให้ปัจจุบันเป็นเช่นนี้
กฟผ. เป็นองค์กรขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่งแต่การให้บริการและการทำงานของคนเป็ฯแบบแปลกๆ
กลางวัน บางคนเข้างานสาย ออกไปกินข้าวเที่ยงเร็วแถมนานอีก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม (พอดี ฟังคนรู้จักมาครับ)
ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นกับองค์กรในประเทศไทยหลายๆองค์กร ทำให้เกิดกิริยาที่เชืองช้า และไม่ค่อยจะพัฒนาเท่าไร
ทั้งหมดนี้คิดเองนะ ไม่ได้พาดพิงใครเลย 08 June ดื่มด่ำ จะบ้าตายเข้ามาวันนี้ เลยรู้ว่าไม่ได้เขียนมาเป็นปีเลย วันนี้พอดีกลับมาทุ่งสง (ที่ทำงาน) จากบ้าน (ในเมืองอ่ะนะ) เย็นมากแล้ว ไม่มีรถสาธารณะไปโรงงาน เลยกินข้าวและนั่งรถมอเตอร์ไซต์เข้ามาที่โรงงาน บรรยากาศก็เรียกได้ว่าทั้งดีและไม่ดีอ่ะนะ
แล้วได้คุยกับเพื่อนเรื่องของตลาดสามย่านที่คุ้นเคยกำลังจะย้ายไปที่อื่นและทุกทิ้ง จริงๆก็อยากจะบอกว่าเสียดายนะที่ตลาดที่เราไปใช้ชีวิตอยู่เยอะเหมือนกันสมัยเรียนที่จุฬาฯ ภาพเก่าๆ พี่ๆพาน้องๆมารับน้อง เลี้ยงข้าว ขึ้นยืนบนโต๊ะแล้ว กรึ๊บกะดึ๊บ กรึ๊บๆๆ คงจะหายไปที่อื่น หรืออาจจะหายไปเลยก็ได้ จริงๆความดื่มด่ำกับตลาดสามย่านนี้อาจจะเป็นเฉพาะคนรุ่นๆแถวๆผมก็ได้ เพราะเมื่อก่อนหากไม่มีที่นี้คนคงไปดื่มดำที่อื่นๆที่เขาคงคิดถึง เอาง่ายๆขนาดเรายังเปลี่ยนที่ดื่มด่ำไปตามแต่ละปีเลย จริงไหม บางช่วงเราไปแต่ตลาด บางเราไปร้านเจ๊แอน บางช่วงเราไปร้านเจ๊บนตลาด เป็นช่วงๆๆไป แต่แต่ละช่วงก็มีภาพต่างๆกันนะ จริงไหมหล่ะเพื่อนๆทั้งหลาย 20 April จตุคามรามทพว่าด้วยเรื่องของจตุคามรามเทพ ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมมีข้อมูลเกี่ยวกับองค์จตุคามรามเทพอยู่น้อยนิดและด้วยเหตุที่ผมเป็นคนเมืองคอนโดยกำเนิดและกลับมาอยู่ที่นครศรีธรรมราชอยู่พักหนึ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ.2550 ได้พบกับอะไรๆอยู่บ้างจึงได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ประเด็นที่จะพูดก็เป็นมุมมอง(ส่วนบุคคล)เกี่ยวกับองค์พ่อจตุคามรามเทพ เริ่มต้นจากพอดีบ้านของผมที่นครศรีธรรมราช อยู่ใกล้กับสถานที่สร้าง(ทำขึ้นมา พอดีไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร) องค์พ่อจตุคามรามเทพรุ่นหนึ่ง(ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นรุ่นไหน) เรียกได้ว่าบ้านผมอยู๋ใกล้ๆ ยังได้ยินเสียงโทรศัพท์จนแทบจะตะโกนออกไปโวยวายเนื่องมาจากเสียงโทรศัพท์เรียกเข้ามาบ่อยมากๆ นอกจากนี้ในวันที่ผมกำลังเขียนเรื่องนี้อยู่เป็นวันที่มีผู้คน(เป็นพหูพจน์จำนวนมากๆ) เข้ามาจองเพื่อเช่าบูชาองค์จตุคามรามเทพที่บ้านข้างๆจนเรียกได้ว่าหัวกระไดไม่แห้งและผมก็ดันซวยตรงที่เจอรถขวางหน้าบ้านมากมายจนต้องมานั่งเขียนเรื่องนี้เพิ่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สำหรับคนที่ผมบอกว่าเป็นพหูพจน์จำนวนมากๆนั้นมิใช่แค่ชาวนครศรีธรรมราชแต่รวมไปถึงพ่อค้า(หรือกลุ่มคนอื่นๆที่ผมไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไร)มารับองค์จตุคามรามเทพไปยังกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาได้มาเช่าไปเพื่อบูชา คงต้องยอมรับจริงๆว่า ณ วันนี้ชาวนครศรีธรรมราช หายใจเข้าออกเป็น องค์จตุคามรามเทพ เนื่องมาจากสถานที่ที่ใช้เป็นที่กระทำพิธีพุทธบูชาและพิธีบวงสรวงเทพ(ขออภัยที่ใช้คำเช่นนี้) อันได้แก่ วักพระมหาธาตุและศาลหลักเมืองจังหวัดแทบจะหาวันที่ว่างๆไม่มีพิธีบวงสรวงไม่ได้ หากมองในมุมของความศรัทธา ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่มีวัตถุมงคลที่มาเป็นเหมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนยามที่ภาวะต่างๆของประเทศยังขาดซึ่งเสถียรภาพ หากมองในมุมของเศรษฐศาสตร์ เนื่องจาก demand ของวัตถุมงคลนี้มีสูงมากจนทำให้ supply ที่เกิดขึ้นมาไม่เพียงพอและเหล่านี้ทำให้เกิดรายได้แก่ชนชั้นกรรมาชีพหลายๆกลุ่ม นี่ยังไม่พูดถึงกลุ่มผู้มีอันจะกินที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างวัตถุมงคลเหล่านี้จนเกิดเงินสะพัดจากธุรกิจนี้เป็นจำนวนหลายพันล้านบาท หากมองในมุมของจริยธรรม ก็ต้องดูกันให้ด่าเหล่านี้เกิดขึ้นมาโดยเจตนาที่บริสุทธิเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมหรือเกิดมาโดยจุดประสงค์ที่เรียกว่าเป็นพุทธพานิชย์เนื่องมาจากปัจจุบันราคาเช่าบูชาองค์จตุคามรามเทพได้พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาอันสั้น นอกจากนี้เรื่องของวัตถุมงคลที่มีผู้มาเช่าบูชานี้หากมีการนำไปให้ผู้ศรัทธาได้เช่าไปเพื่อบูชาเป็นวัตถุมงคลที่ไม่ได้รับการปลุกเสกหรือมิได้ทำพิธีที่ถูกต้องก็ย่อมนับได้ว่าเป็นบาปที่ไม่สามารถให้อภัยได้ เนื่องมาจากการกระทำการใดเกี่ยวกับศรัทธาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและไม่ควรเอามาเป็นเครื่องมือเพื่อเอาประโยชน์แก่ตนเอง
(บทความนี้ไม่ได้ต้องการจะกล่าวหา พาดพิง หรือว่ากล่าวใคร แต่เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นและสำหรับข้อมูลที่ผิดพลาดก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย) เขียนที่บ้านนครศรีธรรมราช วันที่ 20 เมษายน 2550 ตอนเที่ยงวัน นาครธุระเจน 26 March วันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวันนี้วันที่ 26 มีนาคม เป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่ผมไม่รู้ว่าเพื่อนๆหรือน้องรู้หรือเปล่าว่าเป็น
วันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก็เลยอยากจะทบทวนอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจจะลืมไปหรือไม่ทันนึกถึงกันนะครับ
อันแรกที่ทุกๆคนคงเคยได้ยินก็คือ เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน ยังจำได้ไหม ตั้งแต่วันแรกๆที่เราเข้ามาในมหาวิทยาลัยอันสูงด้วยศักดิ์ หนักด้วยเกียรติ
เราเชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินแน่นอน แต่อยากจะถามว่าพวกเธอทั้งหลาย ได้ทำสิ่งที่เรียกว่าการรับใช้ประชาชนหรือยัง
แค่สักนิดในสี่ปีมีสักกี่อย่างที่เราพูดได้เต็มปากว่า รับใช้ประชาชน
ความรู้จักกาละเทศะด้วยเช่นกันเรารู้หรือเปล่า
เราควรจะทำอะไรให้รู้กาละเทศะที่ถูกที่ควร ทำอะไรที่ถูกก็ทำให้เหมาะ ทำอะไรไม่ดี ก็เลือกที่ทำให้ไม่น่าเกลียด
ที่พูดงี้เพราะรู้สึกว่าเรา เริ่มรู้สึกแตกต่างกับคนรุ่นต่อไปจากเรามากขึ้นเรื่อยๆ
ก็เลยอยากจะบอกกล่าวไว้สักนิดก็เท่านั้นเอง 11 March ใช่หรือไม่ ตรงใจหรือป่าว มันยากนะเรื่องมันเริ่มมาจากตอนนี้ผม,นิสิตวิศวะจุฬาตัวเล็กที่กะลังจออกไปสู่โลกความจริง,เพิ่งตัดสินใจเลือกงาน ที่บริษัทปูนซีเมนส์ทุ่งสงซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดบ้านเกิดของผมเอง อาจจะงงว่าเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร(ก็มึงได้งานแล้วนี่หว่า << บางคนอาจจะคิดงี้) (ต่อไปนี้มิใช่การอวดตัวหรือหึกเหิมประการใด แต่แค่อย่กจะพูดและบอกกล่าว) เนื่องจากตัวกระผมได้สมัครงานไปก็หลายๆที่ เช่นเดียวกับเพื่อนที่กะลังจะเป็นบัณฑิตทั่วไปแล้วดันสะเออะ ได้งานมาสามที่ได้แก่ บริษัทฮาลิเบอร์ตัน << บริษัทขุดเจาะน้ำมันสัญชาติอเมริกัน บริษัท AIS << บริษัทยักใหญ่ด้านโทรคมนาคมของไทยที่ผมดันมีไบแอส ปูนซีเมนส์ทุ่งสง << ลูกของบริษัทยักใหญ่ของไทย ที่แรกเงินเยอะแต่ชีวิตไม่น่าจะสนุกมากเลย ไม่เอาทั้งๆที่ตอนแรกดันรับปากและไปตรวจร่างกาย เห็นๆอยู่ว่าทั้งสามให้โอกาสที่ต่างกัน แล้วทำไมเราเลือกบริษัทนี้หล่ะ จริงแล้วก็พูดยากมากเลยนะ ที่จะต้องเลือกอะไรสักอย่างที่เราไม่ได้รู้ไรมาก รู้ก็แค่สวัสดิการดี งานพอมีทำแล้วก็รู้แค่นี้ แถมในใจลึกๆยังมีความทะัเยอทะยานที่กลัวจะมอดหายไป แล้วหากว่าจะเรียนต่อจะเรียนต่ออะไร จบมาทำอะไร งานจะเป็นแบบที่ชอบไหม ลองคิดจริงๆจังๆแล้วเรื่องมันเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำยังไงให้ได้ตรงตามที่คิดเลย อันนี้ตอบยากพอๆกับการที่ถามว่าเรามีข้อดี ข้อด้อยอะไรบ้าง คงตอบได้แค่ว่าต้องลองดู เพราะยังไงๆ เมื่อเจอของใหม่เราก็จะตื่นเต้น แต่พึงระวังว่าความตื่นเต้นนั้นเป็นสิ่งที่เราชอบอย่างยาวนาน หรือชอบแบบที่อธิบายด้วยคำว่าผิวเผินหรือ Casual สิ่งหนึ่งที่แน่ๆแล้วต้องแน่นหนัก คือ แนวทางที่เราอยากทำมากที่สุด ในชีวิตอยากได้อะไรที่สุดหล่ะ ถามตัวเองแล้วตอบได้ไหม ตรงนี้แล้วแต่คน ก็รู้สึกว่าเขียนออกมาแบบตรงจุดที่สุดแล้ว ใช่ว่าเราจะตอบได้หมดแบบทันด่วน ก็คงต้องใช้เวลาสักพักเพื่อตอบปัญหานะ 01 February ตรวจสุขภาพบทความนี้อาจจะดูทุเรศ แต่ผู้เขียนอยากถ่ายทอดประสบการณ์แปลกๆของผู้เขียน
เออเฮ้อ และแล้วเราทั้งหลายก็ก้าวสู่ช่วงที่จะเรียนจบและจะไปทำงานหรือจะเรียนต่อก็ว่าไป
ไอ้กลุ่มที่จะทำงานอะ พอมันผ่านการคัดสรร เขาก็จะเรียกตรวจร่างกาย ไอ้เราก็ไม่เคยนะ วันนี้พอดีได้โอกาสไปตรวจร่างกายโดยบริษัท Hali burton ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท 49
ไปถึงก็รู้สึกว่าแม่งหรูมากๆ ไปปุ๊บก็นั่งงงๆอยู่จนเห็นไอ้เล็กกะไอ้ยอดมาจึงเข้าสมทบและเข้าไปตรวจ เออ เขาให้คูปองอาหารด้วยแต่เราดันไม่ได้ตอนแรก ต้องไปตามเอาเอง
เขาก็ตรวจหมดอะนะ เอดส์(ต้องเซ็นยินอยมด้วยหว่ะ เพิ่งรู้) ปอด ตาบอดสี หู จมูก ฉี่ อึ เลือด บลาๆๆๆ
ไอ้เราก็ไม่เคยไง
เขาให้กระปุกมาสองอันนะ อันหนึ่งใส่ฉี่ อันนึงใส่อึ ไอ้ฉี่อะ ใครๆก็ทำได้
แต่ไอ้อึเนี้ย จะทำไงดีวะ ไอ้เราอะนะ ช่วงนี้พยายามรักษาสมดุลร่างกาย เข้าห้องน้ำทุกเช้า แถมเช้านี้มาถึงโรงบาลก็เข้าอีก แล้วนี่จะให้อึอีกรอบ(กูจะบ้า)นั่งๆสักพักออกแล้ว แต่ไม่รู้จะเอาให้เขายังไง (ตอนแรกจะตักอะนะแต่มันจมน้ำไปแล้ว)ไอ้ที่ใส่อะ มันมีช้อนด้วยรอบแรกผ่านไปแบบ mission failed ต้องนั่งต่อไป รอบนี้คิดออก เอาวะ มันต้องเลอะตูด เอาช้อนเขี่ยเอา
เลยสำเร็จและออกมาจากห้องน้ำ เจ๊พยาบาลบอกว่าอ่าวได้ทั้งสองเลยเหรอ(อ่าว แล้วไมไม่บอกกูหล่ะครับ ว่าไม่ต้องเอาทั้งสองอัน กู อุตส่าห์พยายาม) แล้วก็ตรวจเลือดก็เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เจาะ แม่งกลัวเข็มแต่ไม่กลัวโดนเอาเลือดไป
แล้วก็ตรวจตา ความดัน เอ็กเรย์ปอด ตรวจการได้ยิน(ย้ายมาจากศูนย์สุขภาพ) แล้วก็ไปคุยกับหมอนิดหน่อย (แม่งหิวมากๆ แถมไม่มีคูปอง)
แล้วก็ไปกินข้าวหลังวิ่งกลับมาเอาคูปองที่ศูนย์สุขภาพแล้วมากินช้าวมื้อเช้าบวกเที่ยง
เสร็จก็มาฟังผลสรุปทุกอย่างก็ปกติดีนะ
แล้วก็ต้องกลับบ้านมาเอาของไปให้คนที่มหาลัย(มีโทรมาทวงไง เลยต้องกลับ) กลับมาก็ฝากเพื่อส่งแฟกส์ให้คนที่ขออะ
แม่งก็ไม่ส่งให้ เฮ้อเหนื่อยใจ
ก็จบเรื่องที่อยากเล่าละ ไปดีกว่า น้ำหนาวไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวกันมาแหละเมื่อ 25-28 มกราคม 2550
ก็เจออะไรแปลกๆตั้งแต่วันแรกเลยไปที่หมอชิตตอนดึกๆ(สี่ทุ่มกว่าๆแล้ว)เจอแก๊งอาจารย์ที่ภาควิชาฯด้วยแหละมีอาจารย์มากัน 5 ท่านได้แก่
อ.แนบบุญ อ.บุญช่วย อ.ธวัชชัย อ.ชาญชัย อ.สุรีย์ (เออ ก็ แปลกๆดีนะ)
เออ ก็ไปน้ำหนาวกันทั้งๆที่ข้อมูลก็ไม่ค่อยปึ้กอะนะ ไปกัน 8 คน มี เรา แบง ก้าว แป๋ ติ๊ว เหม่ กิ๊ก เชอรรี่
ไปลงที่หล่มสัก ตอนราวตี5 หนาวมากมาย ไอ้ติ๊วกะแป๋มันใส่ขาสั้นไปรองเท้าแตะด้วย (เป็นไงหล่ะมึง หนาวไหม)
แล้วก็หาทางไปต่อที่น้ำหนาวอะนะ
ก็ไปด้วยรถหล่มสัก-ชุมแพ(ก่อนไปก็ได้แวะไปที่ตลาดเช้าด้วย ได้อารมณ์ชีวิตสงบๆดีจังเลย)
ไปถึงก็แย่หน่อยอะ
อากาศก็ดี แต่เสียที่มันแล้งไปหน่อยอะ ถ่ายรูปออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไร แถมฝุ่นด้วย
แต่ไปก็ดีนะ ได้พักผ่อนกายและใจ แถมอาหารก็อร่อยอีก(ชอบมะระหวานผัดไข่ กับยอดฝักแม้วหง่ะ ไว้จะลองทำกินดู)
ไปเที่ยวก็เรื่อยๆอะนะ
มันฮาที่วันนึงไปดูพระอาทิตตกแล้วเพื่อน(เสือก)ได้ยินหนุ่มสองคนคุยกัน(เขามากัน4คน ชาย 2 หญิง 2)ว่า
คืนนี้เราจะกลายเป็นเสือตัวที่11 และ 12 (ไม่รู้ไมเป็น 11กะ12) จะคำรามให้ลั่นป่า(แม่งคุยเรื่องจะ...กันซะงั้น)
อืมแล้วกลางคืนก็ปิ้งมันกินกัน ฮาๆๆหว่ะกินได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วก็ดื่มเบียร์แก้หนาว
เออ แล้วอาบน้ำอะ อากาศหนาวยังไงก็น่าจะอาบน้ำเย็นนะ(ได้อารมณ์สุดๆ)แต่ก็ว่าไปงั้นแหละไปกัน8คนกูคนเดียวที่อาบน้ำเย็น
มันต่างที่พื้นฐาน เรามันชอบหนิแล้วก็ตอนกลับ
ต้องไปรอรถหน้าอุทยานรออยู่นานมาก เหมือนไปยืนรับลมหนาว(หรืออาจจะเป็นการไปทำให้ตัวเองหนาวไม่เข้าเรื่อง บรึ้ย)
แล้งเจอกลุ่มพวกขับมอไซอะขับๆอยู่ทักทายเราซะงั้นตลกดี
แล้วก็กลับ กทม ตอนกลับ(ตอนมาเนี้ยตลอดเลย รถแม่งเปิดเพลงลูกทุ่ง กูจะนอน ปัดโธ่) เปิดเพลงหลากหลายกว่า จนกระทั่งหนังเหล็กไหล
อืมๆๆ ก็ดูเรื่อยๆอะนะ รถแม่งขับโคตรช้า ขาไป 5 ชม ขากลับ ล่อไป 8 ชม กูจะบ้า
แถมระหว่างทางกลับเจอรถไอ้คนที่แม่งคุยเรื่องเอากันด้วยเออ เช้าวันหลังจากเราไปดูพระอาทิตตก เราไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ไอ้กลุ่มที่ว่าอะ มันมาสองคน อีกสองคนหายไปไหน?
เออแล้วทริปนี้ก็มีความบาดหมางที่โดนทำให้หายไปด้วย(ระหว่างกิ๊ก กะ เชอร์รี่)ในที่สุดก็แก้ได้ ดีไป
ก็ไม่รู้จะเล่าอะไรให้ใครฟังแล้วแหละ
จบตรงนี้แหละ
20 January ว่าด้วยงานบอลและเครื่องแบบวันนี้วันที่20 มกราคม 2550 งานฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ครั้งที่63 ปีนี้ธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพ
(น่าจะเป็นธรรมศาสตร์-จุฬา)
ก็เป็นงานบอลที่ดีนะแม้ว่าจะเป็นงานบอลปีสุดท้ายที่เราจะมาในฐานะนิสิตก็ตามและแม้ว่าเราจะเห็นว่าเราชอบงานบอล62 มากกว่าหน่อยก็ตาม
ครบถ้วน ปลอดภัย แต่ ขาดความเพียงพอของเสื้อและเราก็ไม่ได้สิทธิการ(แอบ)เข้าไปในสนามนะ
จริงๆเราว่านิสิตอะควรจะได้เข้าไปแบบไม่ต้องจ่ายเงินด้วยซ้ำนะเนี้ย
วันนี้ก็ทำอะไรไปแบบบรรลุผลนะ ถึงแม้ต้องซื้อบัตรแล้วก็ช้ำใจกับการที่มาเจอน้องสองคนที่บอกว่าผมมีบัตรสต๊าฟเหลือ
วันนี้ได้รับรสของงานบอลได้ครบถ้วนมากๆ
ได้ดูบอลแบบตั้งใจ ได้ถ่ายภาพที่อยากถ่าย แล้วก็ได้ดูงานจนจบทุกๆเนื้อหา
แล้วระหว่างนั่งๆนี่แหละ เกิดแนวคิดแปลกออกมาจากกระบาล เรื่องเกี่ยวกับเครื่องแบบ
เครื่องแบบ โดยเฉพาะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มันมีความหมายอยู่หลายๆส่วนนะ
อันแรกคือ เครื่องแบบเป็นเกียรติของชาวจุฬาฯ ที่ได้ใช้เครื่องแบบพระราชทานจากพระมหากษัตริย์
อันที่สอง เครื่องแบบทำให้เกิดความภาคภูมิใจในสถาบัน
อันที่สามคือ เครื่องแบบทำให้เกิดความแต่กต่างระหว่างนิสิตกับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ หรือ คนทำงานอื่นๆ
มันทำให้เกิดความเอ็นดู ความเอิ้อเฟื้อ แก่เรา
อันที่สี่(ผมชอบมากๆ)คือ เครื่องแบบ ทำให้นิสิตทุกคนเสมอภาคนะ ไม่ว่าจะเป็นใคร เด้กบางกอก เด็กบ้านนอก เด็กฐานะดี ปานกลาง จน
ไม่ว่าจะมีพื้นฐานทางบ้านมายังไงก็จะเป็ยแบบเดียวกันด้วยเครื่องแบบจุฬาฯ เกิดความเท่าเทียมในโอกาสพื้นฐาน
เป็นจุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมในชีวิตในแง่อื่นๆ
นาคร ธุระเจน
20 มกราคม 2550 อีกสิบนาทีห้าทุ่ม
ง่วงแล้วแต่มีงานต้องทำ
10 December ใกล้ถึงสิ้นปีแล้วพอถึงสิ้นปี
อะไรๆ ในปีนี้ก็วิ่งเข้ามาดังรถด่วนของความทรงจำ
ปีนี้อะไรๆเกิดขึ้นเยอะจัด ทั้ง สุข ทุก กดดัน ฝ่าฟัน บลาๆๆๆๆๆ
แล้วก็สิ้นปีอีกนั่นแหละที่เรากะลังจะเห็นจุฬาเป็นสีชมพูจริงๆด้วยสีของดอกไม้ และ เสื้อเชียร์
และเมื่อเกิดอะไรๆที่ได้พูดมาแล้วก็สรุปได้ว่า
เราก็จะจบปีสี่แล้วนะเนี้ย
ใกล้จะต้องออกไปสู่โลกความจริงที่เราจะต้องดำรงอยู่ด้วยลำแข้งของเราอย่างแท้จริง
น่าหวาดหวั่น พรั่นพรึงซะเหลือเกิน
ทางเดินที่แยกออกน่ากลัวทั้งหมด และ ก็ท้าทายในเวลาเดียวกัน
ถึงตอนนี้ทุกคนกะลัง หางาน หาทางเรียนต่อ หาที่เรียนต่อ หลายๆอย่างว่าไป
บางคนคิดที่จะออกไปหาทางเลี้ยงชีพด้วยความสามารถที่มี
บางคนคิดที่จะออกไปหาทางเลี้ยงชีพด้วยความสามารถที่(ครอบครัว)มี
นานาจิตตัง
แค่มีอย่างหนึ่งที่อยากจะพูดจะกล่าวไว้ว่า
ทำอะไรคืดหน้าคิดหลังหรือยัง
ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังคิดถึงหรือยัง
ในบางครั้งเราก้าวขึ้นไปในชีวิตโดยต้องก้าวข้าม คนรอบข้างหรือไม่ก็อาศัยการสนับสนุนจากทางบ้าน
อย่าลืมบุญคุณละกัน
เมื่อเราพ้นไปจากรั้วมหาลัยแล้ว
อะไรๆก็เปลี่ยนไป
สังคมเปลี่ยนไป
พวกพ้องเปลี่ยนไป
หน้าที่เปลี่ยนไป
อันหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือการทดแทนบุญคุณของ supporter
นะจะบอกไว้
ระลึกไว้ในใจเสมอละกัน 21 October long weekends ที่มีความหมายทีเดียววันที่21-22-23 ตุลาคมนี้เป็นวันสำคัญทั้งสามวันเลยนะ
ฟังข่าวมา
วันที่ 21 ตุลาคม 2449 เป็นวันประสูติ(ไม่รู้คำที่ถูกต้องในการใช้ ณ ที่นี้) ของสมเด็จย่า
วันที่ 22 ตุลาคม 2499 เป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงผนวช
วันที่ 23 ตุลาคม ของทุกๆปีเป็นวันปิยมหาราช
ทั้งๆที่สามวันนี้เป็นวันที่นับได้ว่ามีความหมายต่อคนไทยทุกคนที่เคารพรักสถาบนพระมหากัตริย์ของสยามประเทศ
แต่จะมีสักกี่คนที่ทำตัวเป็นประโยชน์แก่สังคมหรืออาจจะแค่ทำตัวปกติสุข เป็นคนดีสักพัก ไม่ใช้ปล่อยให้เวลาไหลไปๆ
ก็นั่นแหละ
ช่วงนี้สังคมของเราวิวัฒน์ไปสู่แนวทางแห่งการรับเอาสิ่งต่างๆมาจากภายนอก
โดยไร้ซึ่งความตระหนักในคุณค่าและรากเหง้าที่ตนเองเป็น(ซึ่งบางเวลา เราก็เป็นอย่างนั้น)
ก็แค่สอง สามวันนี้เป็นวันที่เหมือนมีโอกาสดีๆที่อยากให้คนเราคิดถึงวันเหล่านี้
และลองคิดๆดูว่าแนวทางที่เราเป็นอยู่อะนะ มันเหมาะสม หรือ ถูกต้องหรือเปล่า
ลองคิดดูว่าการแสดงออกความเป็นปัจจเจกของตนเองมันเหมาะสมหรือไม่อย่างไร
อืมและอีกเรื่องหนึ่งที่เพิ่งคิดได้คือ คนเราอย่าหยุดที่จะคิด
คิดๆๆๆๆๆๆ ตลอดเวลา จดเอาไว้
มันมีประโยชน์อยู่แล้วแหละ 04 March ในที่สุดก้อเกือบใกล้จะสอบเสร็จมากๆแล้ว เหลือแค่ 1 ตัว เป็นเทอร์โมไดนามิคส์ เท่านั้น ที่ผ่านมา มี propmat, feedback control system ,power system , prin comm,etron ถาจะ ให้เราประเมินตนเอง คงบอกได้ว่า ดี กลาง แย่ ดี เกือบดี ตามลำดับแหละ เออ ในที่สุด ก้อ กะลังจะได้ใช้ชีวิตแบบที่ต้องการอีกแล้น แต่ก็ยังต้องรับผิดชอบอะไรหลายๆอย่างอยู่ดี กะว่าเด๋ว สักอังคารจะทำเรื่องฝึกงาน กับเรื่อง ซีเนียร์ โปรเจ็คให้เสร็จ แล้ว ก้อไปบันเทิง งานแต๊งพี่ กะ ค่ายฟันเฟืองตามลำดับ พอกลับมาจากค่าย ก้อฝึกงานอะนะกะว่าน่าจะได้อะไรบ้างจากที่ว่า แถม ตอนนี้อยากไปต่างจังหวัดมากๆๆๆๆ (แอบอยากไปนอนที่บ้านที่ใต้) ช่วงนี้การเมืองแม่งรุนแรง และ น่าติดตามมั่กๆๆ เมื่อวานท่านนายกมาพูด เมื่อศุก แพทย์อาวุโส ก้อขอให้นายก "เว้นวรรค"
พรุ่งนี้ กลุ่มพลังประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก้อจะชุมนุมอีก
ลองคิดๆดูแล้วปัญหามันอยู่ที่ จิตสำนึก และ ภูมิปัญญา ที่ควรจะมีอยู่ใน คนไทย ทุกคน เนอะ
หลายคนคงเคยได้ยิน จากหนังสือเรื่องเหมืองแร่ของ อาจิณ ปัญจพรรค์ ว่า มหา'ลัย สอนให้รักชาติ หรือแม้แต่ทำไมหลายคนจบมหา'ลัยมาแล้วเอาแต่ชอนไชดูดเลือดประเทศชาติต่างของตน
ทำไมหนอ ทำไม............... 19 February และแล้วเออ เมื่อวาน ไปงานเลี้ยงค่ายยุวฯ 33 มา สนุกดีนะ
ได้เจอพี่ๆ 85 ที่รู้จักเยอะเลย แล้วก้อมรสไลด์ ค่ายฯให้ดูด้วย เห็นแล้วคิดถึงอ่า อยากไปอีกจังเลย
แต่ดูท่าปีนี้คงได้ไปไม่นาน เพราะฝึกงาน แต่ก้อมีเรื่องน่าเศร้า ที่แมนฯยูฯ แข่ง FA cup รอบ5 แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 โอย
กูจะบ้า
กลับสู่โลกความจริง ตระหนักได้ว่าควรจะอ่านหนังสือแบบเต็มที่แล้วหล่ะ (แต่ก็มาอั๊บบล๊อค โดนไอ้นุ่นว่ามา)
ออนเน็ตปุ๊บก้อเลยนึกถึงงานบอล 62 เห็นรูปตอนงานแหละ
เลยคิดถึง
เด๋วเดียวก้อปิดเทอมแล้วหว่ะแม่งปีสามไปอีกปีแล้ว
จะเร็วไปไหนเนี้ยชีวิต แม่งอีกแป๊บก้อจบแล้ว น่าเศร้าเหมือนกันหว่ะ แต่ก้อเริ่มรู้สึกว่าเวลาแม่งเร็วหว่ะควรใช้ให้ดีที่สุด
เด๋วฝึกงานอีก (แม่งไม่ได้เงินซักแดง ฮือๆๆๆ) แล้วก่อนฝึกงานยังดีได้ไปฟันเฟือง5 ที่ จ.ชุมพร แต่ก้อกะว่าจะไปยุวฯ34ด้วยตอน วันแรงงาน น่าจะได้ไปนา โอยเริ่มสนุกแล้วหว่ะ กับการบ่นไปเรื่อย งั้นเลิกก่อนละกัน ขอให้ทุกคนโชคดี (including me)
04 January New year and my lifeและแล้วสอบมิดเทอมอันแสนเศร้าก้อผ่านพ้นไป (อาจ จะ งงๆๆว่าทำไมมาบ่นตอนนี้)มันเศร้าหลายๆๆอัน
อาทิ
สอบ4วัน6ตัว
แม่งเหนื่อยสัตว์แถมมีสัมภาษณ์ฝึกงานปูนอีกตอนเย็นวันที่สอง (ในที่สุดก้อหลุดอีก แม่งเอ้ย)แล้ววันเดียวกันก้อมีเพื่อนมาป่วนที่บ้าน + ค้างด้วย5คน
พอวันทีสามของการสอบเหนื่อยmax วันที่สี่เลยตื่นสาย
ไปสอบfeedback ทันแค่2ชั่วโมงหลังแต่อาจารย์ก้อให้ทำจนหมดเวลาเท่าที่มี
พอสอบเสร็จ อีกสองวันก้อไปภูกระดึง
แม่งเหนื่อยอีละ
เมื่อยขาMAXแต่ก้อหนุกดีแปลกๆดี
ไม่ดีนิดนึงตรงที่ตอนเดินไปผาหล่มสักแล้วเจือกมีฝนตก แม่งเปียกหมดเลยแล้ววันเดียวกันนั้นก้อมีทากออกมาเกลื่อน
ไปกัน4คน เรา F ปุณ เหม่ เราคนเดียวที่ไม่โดนกัด แปลกดี พอวันกลับเหม่โดนกัดอีกรอบ เออสรุปก้อ
หนุกดี
หนาวดี
สวยดี
พอมาถึงกรุงเทพ เช้า28 มาทำไรที่คณะ พอเย็น ก้อไปขึ้นรถทัวกลับบ้านนอก (นครศรีธรรมราช)
อยู่บ้าน เนี้ย เป็นอะไรที่สบายจริงๆๆๆนะเนี้ยอากาศดีอยู่สบายกินอร่อยทำบุญให้จิตใจสงบด้วยทั้งตักบาตรและทำบุญ
กลับมา กทม อีกทีก้อเช้าวันที่4 แลวก้อออกไปเรียนเลยเนี้ยเหนื่อยหว่ะ
วันนี้ก้อกระจายงานEE night16 และก็ไปฟังงานเกี่ยวกะชมรมROBOT ด้วยรู้สึกว่าจะหนักหน่วงกว่าที่คิดแฮะ แต่
สู้โว้ย
เอาไงดี เออ ไปนอนดีกว่า ง่วงละ 08 December ตั้งแต่หลังงานนิทรรศ14 จุฬาวิชาการ และ เทอมนี้เทอมนี้(เทอมสองปีสาม)ว่ากันว่าเป็นเทอมที่เรียนหนักที่สุดในชีวิตนิสิตวิศวกรรมไฟฟ้าจุฬา ไม่ว่าจะ จริง ไม่จริงประการใด แต่มันก็เป็นเทอมที่น่าEnjoyนะ จากที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เิ่ริ่มด้วยนิทรรศ 14 ได้้รู้จักคนเพิ่ม ซึ่งน่าประทับใจมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แถมได้ทำงานจริงๆๆ แล้วเราก้อได้พบว่า ชีวิต มหา'ลัยที่คุ้มค่า (สำหรับเรา ณ ตอนนี้เป็นยังไง)แล้วแวะ ไปเที่ยว ทริปกรุ๊บที แล้วไปกรุ๊บเราเอง (จี) เอา กรุ๊บทีแม่งfriend มั่กๆๆ สนุกดีถึงจะไม่ค่อยรู้จักก็เหอะ พอ กรุ๊บ ตนเองก็อีกอารมหนึ่ง ขี้เหล้า เมายา แล้วก็ต้องดูแลน้อง as a junior กลับมาก้อทำงานต่อ ทำไปจนจบนิทรรศ สนุกมาก (แม้จะเหนื่อยก้อเถอะ ใครพลาด แม่งเสียชาติเกิด) กะว่าหลังงาน นิทรรศ จุฬาวิชาการ จบ กะจะ nerd แต่ไปๆมาๆ ถูกเลือกเป็น ประธานชมรมไฟฟ้า แถมมีคนชวนทำโรโบคัพ โอ้โห แม่งเทอมนี้รู้สึกคุ้มมากๆๆ แต่ก้อต้องเตรียมตัวเหนื่อยระลอกใหม่ที่ ท้าทาย แแน่นอนว่าต้องเสียอะไรไปบ้างแต่เราจะพยายามที่สุดให้เสียไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ตั้งหน้าตั้งตารอนะ งานชมรม โรบอท ค่ายตอน Summer ฝึกงาน 15 October พรุ่งนี้กลับใต้แล้นเออ
ช่วงนี้งานยุ่งmaxๆๆ
1 นิทรรศ14 รถไฟฟ้าใต้ดิน
2 นิทรรศ14 ช่วยชวก.
3 ช่วยVR
4 network
5 ESN
แค่นี้ชีวิตก้อปวดหัวมากๆแล้ว
ทำไมเราเป็นคนโลภเช่นนี้หนอ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้คือ จะทำได้ไม่ดีสักอย่าง
ทางแก้ อะ
เราว่าน่าจะฝึกสมาธิหว่ะแล้วแยกแยะงานให้เป็นระบบยิ่งๆขึ้นไป
ส่วนที่เหลือคือต้องพยายามกระจายงานให้คนอื่นๆช่วย
โอย กูจาบ้าอะไรกันนักกันหนา
เด๋วกลับไปก็คงต้องโทรตามงานเรื่อยๆโอยแม่ง
เออแต่ก็ดี(มั้ง)ที่ได้ทำงานหนักจะได้ทำให้ชีวิตมหา'ลัยคุ้มค่าบ้าง 13 October นิทรรศ14 ไปดูงานที่ร.ฟ.ม.แถม วันนี้มีปิด e-camp 7 ด้วยไปที่ รฟม มาอะ กะว่าจะได้ภาพดีๆกับข้อมูลที่ช่วยให้เห็นภาพงานมากขึ้น แต่ไปแล้วไม่ได้ไรเลย ได้แค่เบอร์ืติดต่อมานิดนึงเอง กูจะบ้า แล้วตอนเช้าเนื่องด้วยเมื่อวานรู้ว่าวันนี้ไปMRT เลยกลับบ้านตอนเจ็ดโมงเช้าแล้วทีนี้กลับมาถึงอีกทีตอนสิบโมง อันจริงออกจากคณะแปดโมงครึ่ง จึงรู้ว่ามีการทำของหาย อาทิ notebook พี่ตอย มือถือ เมย์ พี่ปืน และอีกหลายอย่าง อืมๆๆน่าเศร้า แต่วันนี้ก้อดีนะ น้องๆกลับกันไป ก่อนจะได้กลับฝนแม่งตกหนักจนน่าเบื่อต้องคอยส่งน้องทีละคนๆจนหมดแล้วจึงค่อยไป MRT น้องก้อบ่นๆนิดๆว่าจบไม่ซึ้ง (ซะงั้น) แต่ก้อนะ ยังมีน้องบอกว่า สนุกดีด้วย เออ คงเป็นความทรงจำดีๆหล่ะนะ ทั้งของเราและของน้องหล่ะ อยากใหน้องๆทุกคนเข้าใจที่เราเขียนมากๆ " เวลาน้องอ่าน friendship นี้ น้องอาจจะจำพี่หรือค่าย e-camp#7 ไม่ได้แล้ว แต่อยากให้อารมณ์ หรือความรู้สึกดีๆที่มีในค่ายผุดออกมาเวลาน้องอ่านละกัน " เออ ไมรู้เขียนไรแล้วอะงั้นพอก่อน บาย |
|
|